ข้ามไปที่เนื้อหา

TOR 7 ระบบงานห้องฉุกเฉิน (Emergency Room System: ER)

1.1 การรับผู้ป่วยฉุกเฉินและการคัดแยกตามความรุนแรง (Triage Intake)

  • ระบบต้องสามารถรับข้อมูลผู้ป่วยจากบัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ (Smart Card), รหัสแท่ง (Barcode) หรือหมายเลขผู้ป่วย (HN)
  • ระบบต้องสามารถบันทึกข้อมูลเวลาที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล วิธีการเดินทาง (มาเองด้วยพาหนะส่วนตัว / บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) / มาตามนัด / ส่งต่อจากสถานพยาบาลอื่น)
  • ระบบต้องสามารถระบุประเภทผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยอุบัติเหตุ ผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือผู้ป่วยที่มารับการตรวจรักษาทั่วไป

1.1.4 ระบบต้องมีฟังก์ชันการคัดแยกผู้ป่วยตามความรุนแรง (Triage Level) ดังนี้

  • แสดงระดับความเร่งด่วนตามมาตรฐานสากล (Red, Orange, Yellow, Green, Blue)
  • คำนวณคะแนนความรุนแรงจากค่าสัญญาณชีพ (Vital Signs), คะแนนระดับความรู้สึกตัว (Glasgow Coma Scale: GCS), อาการเบื้องต้น และระดับการตอบสนอง (AVPU)
  • บันทึกผลการประเมินโดยพยาบาลผู้รับผิดชอบ พร้อมลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และเวลาที่ทำการประเมิน
  • ระบบต้องสามารถเชื่อมโยงผลการคัดแยกความรุนแรงเข้าสู่หน้าจอการตรวจรักษาของแพทย์ และแสดงข้อมูลในแผงควบคุมหลัก (Dashboard)

1.1.6 ระบบต้องมีฟังก์ชันการแสดงสถานะผู้ป่วยต่อญาติผู้ป่วย ดังนี้

  • ก. แสดงสถานะลำดับคิวและขั้นตอนการรักษาผ่านจอแสดงผลหรือแอปพลิเคชัน เช่น "รอตรวจ", "กำลังตรวจ", "รอผลตรวจ", "รอรับไว้รักษาในโรงพยาบาล"
  • ข. ช่วยลดความกังวลของญาติผู้ป่วยและปรับปรุงประสบการณ์การรับบริการ

1.2 ระบบงานแพทย์ห้องฉุกเฉิน

1.2.1 การบันทึกผลการตรวจและคำสั่งทางการแพทย์

  • ระบบต้องรองรับการบันทึกผลการตรวจรักษาในรูปแบบบันทึกทางการแพทย์ (SOAP Note) โดยแพทย์สามารถบันทึกข้อมูลในส่วนอาการสำคัญที่ผู้ป่วยบอก (Subjective), ผลการตรวจร่างกายและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Objective), การประเมินและวินิจฉัยโรค (Assessment) และแผนการรักษา (Plan) ได้แบบข้อความอิสระ
  • ระบบต้องรองรับการบันทึกผลการตรวจในรูปแบบประวัติอาการป่วย (Present Illness: PI) และการตรวจร่างกาย (Physical Examination: PE) ได้แบบข้อความอิสระ
  • ระบบต้องสามารถสร้างหรือนำเข้าแบบฟอร์มการตรวจรักษาเป็นแม่แบบ (Template) เพื่อใช้ในการบันทึกการรักษา พร้อมรองรับการวาดภาพประกอบ (Sketch) เพื่อช่วยในการบันทึกผลการตรวจ

1.2.1.4 ระบบต้องสามารถบันทึกภาพถ่ายพร้อมระบบทำเครื่องหมายตำแหน่ง (Image Annotation) ดังนี้

  • สามารถระบุตำแหน่งที่ผิดปกติในภาพได้โดยการวงกลม ลากเส้น หรือเครื่องหมายอื่น ๆ
  • สามารถเพิ่มคำอธิบาย (Tag/Comment) ต่อจุดที่ทำเครื่องหมาย เพื่อใช้ในการวินิจฉัยหรือการติดตามอาการ

1.2.1.5 ระบบต้องสามารถบันทึกและแนบไฟล์วิดีโอ (Video Attachments) ดังนี้

  • บันทึกอาการที่มีการเคลื่อนไหว เช่น การอ้าปาก การสบฟัน หรือการพูดผิดปกติ
  • ไฟล์วิดีโอจะต้องถูกจัดเก็บเป็นส่วนหนึ่งของเวชระเบียนผู้ป่วย

1.2.1.6 7.2.2.1.6 ระบบต้องรองรับการวาดภาพประกอบ (Sketch) ดังนี้

  • มีเครื่องมือสำหรับวาดภาพร่างหรือแผนภาพการรักษา
  • รองรับการใช้แผนที่ร่างกาย (Body Map)

1.2.1.7 7.2.2.1.7 ระบบต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อความในส่วนแผนการรักษา (Plan) และแปลงเป็นรายการคำสั่งทางการแพทย์ที่แยกตามประเภท ได้แก่

  • คำสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab)
  • คำสั่งตรวจรังสีวินิจฉัย (X-ray)
  • คำสั่งหัตถการ (Procedure)
  • คำสั่งจ่ายยา (Drug Order)
  • คำสั่งรับไว้รักษาในโรงพยาบาล (Admit)
  • คำสั่งนัดหมายติดตามอาการ และ คำสั่งตรวจล่วงหน้า (Follow-up and Pre Order)
  • คำสั่ง Consult
  • คำสั่ง Referral
  • ระบบต้องสามารถแสดงค่าใช้จ่ายของแต่ละรายการบริการ โดยแยกเป็น "ค่าใช้จ่ายทั้งหมด", "ส่วนที่สิทธิการรักษาสามารถเบิกจ่ายได้" และ "ส่วนที่ผู้ป่วยต้องชำระเอง"
  • ระบบรองรับการบันทึกการวินิจฉัยโรคเป็นรหัส ICD-10 หลัก และรองได้ และรองรับการเลือกรหัสโรคได้หลายรายการ โดยมีระบบตรวจจับการการลงรหัสโรคไม่ตรงกับผลการวินิจฉัย เพื่อแจ้งเตือนแพทย์ปรับข้อมูลการลงรหัสโรค หรือระบบสามารถให้ลงผลย้อนหลังได้กรณี รคส และส่งหรือมีสถานะให้แพทย์มาปรับปรุงรายการนี้ให้ครบถ้วนภายหลังได้
  • ระบบรองรับการบันทึกหัตถการเป็นรหัส ICD-9-CM ได้โดยมีระบบตรวจจับการการลงรหัสโรคไม่ตรงกับผลการวินิจฉัย เพื่อแจ้งเตือนแพทย์ปรับข้อมูลการลงรหัสหัตถการ หรือระบบสามารถให้ลงผลย้อนหลังได้กรณี รคส และส่งหรือมีสถานะให้แพทย์มาปรับปรุงรายการนี้ให้ครบถ้วนภายหลังได้
  • ระบบต้องสามารถเรียกใช้คำสั่งจากการมารับบริการครั้งก่อนหน้า (Re-Med หรือ Re-Order) ได้ โดยสามารถเลือกคำสั่งเฉพาะบางรายการหรือทั้งหมด โดยระบบมีการตรวจสอบเงื่อนไขการ Remed ของคำสั่งการใช้ยา มีการแจ้งเตือนเงื่อนไขการจ่ายยาได้ หากมีการตั้งค่าไว้ในระบบ ครั้งต่อครั้ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการใช้รายการยาเดิม แต่มีการสั่งเปลี่ยนแปลงหรือมีการบันทึกการห้ามใช้หรือเงื่อนการใช้ยากับผู้ป่วยแต่ละรายหรือเงื่อนไขตามอาการที่กำหนดไว้ให้อยู่ในเกณฑ์เท่านั้
  • ระบบต้องรองรับการสร้างชุดคำสั่งทางการแพทย์ล่วงหน้า (Package Order) โดยแพทย์สามารถบันทึกไว้ใช้งานส่วนบุคคล หรือแบ่งปันให้แพทย์ท่านอื่นได้ โดยระบบมีการสั่งล่วงหน้าตรวจสอบเงื่อนไข ของคำสั่งการใช้ยา มีการแจ้งเตือนเงื่อนไขให้คำสั่งได้ หากมีการตั้งค่าไว้ในระบบ ครั้งต่อครั้ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการให้คำสั่งแต่มีการสั่งเปลี่ยนแปลงหรือมีการบันทึกการห้ามใช้หรือเงื่อนผู้ป่วยแต่ละรายหรือเงื่อนไขตามอาการที่กำหนดไว้ให้อยู่ในเกณฑ์เท่านั้น
  • ระบบต้องสามารถตรวจสอบประวัติการแพ้ยา และแจ้งเตือนเมื่อมีการสั่งใช้ยาที่อยู่ในรายการแพ้ของผู้ป่วย
  • ระบบต้องสามารถตรวจสอบการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interaction) และแจ้งเตือนแพทย์โดยอัตโนมัติเมื่อมีการสั่งใช้ยา
  • ระบบต้องรองรับกระบวนการขออนุมัติการใช้ยาพิเศษ โดยมีการเลือกแบบฟอร์มที่เหมาะสม แนบเหตุผลประกอบ และลงนามรับรองด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
  • ระบบต้องสามารถพิมพ์หรือส่งออกเอกสารอนุมัติการใช้ยาในระบบ พร้อมแนบไว้ในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์
  • ระบบต้องมีกระบวนการควบคุมการแก้ไขเวชระเบียน โดยไม่อนุญาตให้แก้ไขเวชระเบียนที่ผ่านการบันทึกผลแล้ว กรณีมีความจำเป็นต้องแก้ไข ระบบต้องมีการบันทึกประวัติการปรับปรุงแก้ไข (Audit Trail)

1.2.1.18 ระบบต้องสามารถสร้างเอกสารหรือแบบฟอร์มรับรองการใช้ยาหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดของระเบียบที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

  • ใบรับรองแพทย์
  • หนังสือรับรองการขออนุมัติค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • หนังสือรับรองการใช้ยาเสพติดให้โทษ ตามบัญชี 2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
  • หนังสือรับรองการใช้ยาที่ต้องผ่านการรับรองจากแพทย์ตั้งแต่สองท่านขึ้นไป
  • เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ระบบต้องสามารถแปลงคำสั่งข้อความในส่วนแผนการรักษา (Plan) ที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งทางคลินิกเฉพาะทางอื่น ๆ ได้ โดยครอบคลุม อาหารสำหรับผู้ป่วย (Diet), สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluid), กิจกรรมและการเคลื่อนไหว (Activity), การฉีดยา (Injection), คำสั่งการพยาบาล (Nursing Order), การปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง (Consultation), การส่งต่อผู้ป่วย (Referral), การตรวจสมรรถภาพ (Functional Test), การตรวจสภาพจิต (Mental Test), การออกใบรับรอง (Certificate) และการแยกกักกัน (Isolation)

1.3 ระบบควบคุมการใช้ยาและความปลอดภัยในห้องฉุกเฉิน (Medication Safety in ER)

  • ระบบต้องรองรับการสั่งยาโดยใช้คำสั่งจากครั้งก่อน (Re-MED) หรือแม่แบบคำสั่งยา (Template)
  • ระบบต้องมีการแจ้งเตือนประวัติการแพ้ยา ปฏิกิริยาระหว่างยา และข้อห้ามใช้ยา
  • ระบบต้องมีการแจ้งเตือนเมื่อมีการสั่งใช้ยาเสี่ยงสูง (High Alert Drug)
  • ระบบต้องรองรับการสแกนรหัสแท่งผู้ป่วยและรหัสแท่งยาก่อนการให้ยา (Electronic Medication Administration Record: e-MAR)

1.3.5 ระบบต้องสามารถแยกประเภทคำสั่งให้ยาได้ ดังนี้

  • ยาฉีดทางหลอดเลือดดำ / ทางกล้ามเนื้อ / ใต้ผิวหนัง (IV/IM/SC Injection)
  • การให้สารน้ำหยดทางหลอดเลือดดำ (IV Drip / Fluid)
  • ยาใช้ภายนอก / ยาตามอาการ / ยาใช้ทันที (Topical / PRN / STAT)

1.4 การจัดการข้อมูลผู้ป่วยอุบัติเหตุและบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (Accident and EMS Data Management)

  • ระบบต้องสามารถบันทึกประเภทเหตุการณ์ เวลาที่เกิดเหตุ และพาหนะที่ใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วย
  • ระบบต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ที่เคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล
  • ระบบต้องสามารถบันทึกเอกสาร ภาพถ่าย และประวัติการดูแลผู้ป่วยก่อนเข้าโรงพยาบาล
  • ระบบต้องสามารถสร้างรายงานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) สู่ห้องฉุกเฉิน

1.5 ระบบติดตามงานและแผงควบคุมหลัก (Task Monitor and Dashboard)

1.5.1 แผงควบคุมหลักแสดงภาพรวมผู้ป่วยในห้องฉุกเฉิน (ER Dashboard)

  • ระบบต้องแสดงรายชื่อผู้ป่วยทั้งหมดพร้อมระดับความรุนแรง (Triage Level)
  • ระบบต้องแสดงระยะเวลารอพบแพทย์ ระยะเวลาค้างในระบบ และสถานะการดูแล
  • ระบบต้องสามารถกรองข้อมูลตามหมวดหมู่ เช่น ผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยที่ตรวจเสร็จแล้ว ผู้ป่วยรอส่งต่อ เป็นต้น

1.5.2 ระบบติดตามงานสำหรับพยาบาล (Nursing Task from CPOE)

  • ระบบต้องสามารถดึงคำสั่งทางการแพทย์จากแพทย์มาสร้างรายการงาน (Task) ให้พยาบาลโดยอัตโนมัติ

1.5.2.2 ระบบต้องแยกประเภทงานตามลักษณะการปฏิบัติ เช่น

  • การเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab)
  • การนำส่งผู้ป่วยตรวจเอกซเรย์ (X-ray)
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluid)
  • การฉีดยา (Injection)
  • การตรวจวัดสัญญาณชีพ (Monitor Vital Signs)
  • การสวนสายสวนปัสสาวะ (Foley Catheter)
  • การทำแผลและเปลี่ยนผ้าพันแผล (Dressing)
  • พยาบาลต้องสามารถรับงาน ดำเนินการ และบันทึกผลการปฏิบัติงานเสร็จสิ้น
  • ระบบต้องมีการแจ้งเตือนงานที่ค้างหรือเกินกำหนดเวลา
  • ระบบต้องบันทึกชื่อผู้ปฏิบัติงาน เวลาที่ปฏิบัติ และสามารถสร้างรายงานสรุปงานประจำวันได้