TOR 15 ระบบห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน (Inpatient Pharmacy Dispensing System)
ระบบต้องสามารถดำเนินการได้ดังนี้
1.1 การรับคำสั่งยาและการแสดงผลคำสั่ง
- ระบบต้องสามารถรับคำสั่งยาโดยตรงจากแพทย์ผ่านระบบงานแพทย์และการให้คำสั่งผู้ป่วยใน (IPD-CPOE) วิเคราะห์ข้อความในส่วนของแผนการรักษา (Plan) หรือคำสั่งแพทย์ (Doctor Order) และแปลงเป็นรายการยาในรูปแบบโครงสร้างข้อมูลได้อย่างแม่นยำและอัตโนมัติ
- ระบบ IPD-CPOE ต้องสามารถตรวจจับและแยกประเภทคำสั่งยาได้ ได้แก่ การเริ่มยา การหยุดยา การให้ยาแบบ PRN (เมื่อจำเป็น) การให้ยาแบบ STAT (ทันที) รวมถึงประเภทคำสั่ง เช่น Continue (ยาต่อเนื่อง), One Day (ยาวันเดียว), Stop Drug (หยุดยา), Home Med (ยาที่บ้าน) ได้โดยอัตโนมัติ
- ระบบต้องสามารถตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้นของคำสั่งยา ได้แก่ ขนาดยา ความถี่ในการใช้ยา เส้นทางการให้ยา (Route) การใช้ยาผิดรูปแบบ หรือการสั่งยาซ้ำซ้อนกับยาเดิมในโปรไฟล์ผู้ป่วย
- ระบบต้องมีกลไกแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบคำสั่งยาที่มีความคลุมเครือหรือขัดแย้ง เช่น การสั่งยาชนิดเดียวกันในขนาดที่แตกต่าง หรือการสั่งยาที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ โดยให้แพทย์แก้ไขก่อนที่คำสั่งจะสมบูรณ์
- รายการยาที่ผ่านการแปลงคำสั่งต้องถูกส่งเข้าสู่รายการงาน (Worklist) ของระบบห้องจ่ายยา พร้อมข้อมูลเพิ่มเติม (Metadata) ได้แก่ เวลาเริ่มให้ยา รอบการให้ยา และระดับความเร่งด่วน (STAT/ปกติ)
- ระบบต้องรองรับการจัดยาแบบ "Re-Med / Re-Order" และ "Package Order" หรือ Protocol ซึ่งเป็นแผนการรักษาที่มีรายการยาตั้งค่าไว้เป็นมาตรฐานตามแผนการรักษาที่แพทย์กำหนด
- ระบบต้องสามารถแสดงรายการยาจากแพทย์หลายท่านที่ร่วมรักษาผู้ป่วยรายเดียวกัน และส่งรายการคำสั่งยาเพื่อจัดเตรียมได้
1.2 การจัดเตรียมยาและการบรรจุฉลาก
- ระบบต้องสามารถสร้างรายการจัดยา (Worklist) โดยอัตโนมัติเมื่อรับคำสั่งยา โดยแยกตามรอบการจ่ายยาและรายผู้ป่วย
- ระบบต้องรองรับกระบวนการเบิกยา บรรจุยาแยกตามรายผู้ป่วย และเตรียมยาพร้อมสำหรับการตรวจสอบโดยเภสัชกรหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
- ระบบต้องสามารถพิมพ์ฉลากยาที่ระบุข้อมูลครบถ้วน ได้แก่ ชื่อยา ขนาดยา เส้นทางการให้ยา (Route) เวลาที่ต้องให้ยา หมายเลขผู้ป่วย (HN) ชื่อผู้ป่วย เลขที่เตียง และรหัส QR/Barcode สำหรับการตรวจสอบในขั้นตอนการให้ยาโดยพยาบาล
- ยาในกลุ่ม High Alert Drug และยาเสพติด (Narcotics) ต้องมีเครื่องหมายระบุพิเศษ จัดเก็บในภาชนะเฉพาะ และมีระบบควบคุมการเข้าถึงด้วยรหัสส่วนตัว (PIN) หรือการลงบันทึกลงชื่อผู้รับผิดชอบ
1.3 การตรวจสอบและรับรองการจัดยาโดยเภสัชกรควบคุม
- ระบบต้องมีฟังก์ชันให้เภสัชกรผู้ควบคุมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายตรวจสอบรายการยาในแต่ละรอบก่อนการจ่ายยา
- ระบบต้องกำหนดให้มีการลงลายมือชื่อรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบุรหัสส่วนตัว (PIN) ก่อนที่จะปล่อยรายการจ่ายยาไปยังหอผู้ป่วย
- ระบบต้องสามารถทำเครื่องหมาย (Flag) รายการที่พบข้อผิดพลาดเพื่อให้แก้ไข และบันทึกเหตุผลการแก้ไขพร้อมชื่อผู้ดำเนินการ
- ระบบต้องเก็บบันทึกการดำเนินงาน (Log) และร่องรอยการตรวจสอบ (Audit Trail) ทุกขั้นตอนเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
1.4 ระบบติดตามการให้ยาและประวัติการใช้ยาผู้ป่วย (Drug Profile)
- ระบบต้องเชื่อมต่อกับระบบบันทึกการให้ยาอิเล็กทรอนิกส์ (e-MAR) เพื่อดึงข้อมูลการให้ยาแต่ละรายการมาสร้างประวัติการใช้ยาของผู้ป่วย (Drug Profile)
- ระบบต้องสามารถแสดงข้อมูลย้อนหลังได้ว่าผู้ป่วยได้รับยาใด ในเวลาใด และผู้ให้ยาเป็นใคร
- ระบบต้องสามารถแจ้งเตือนเภสัชกรเมื่อมีรายการยาที่ยังไม่ได้ให้ผู้ป่วย เพื่อดำเนินการติดตามต่อไป
- เภสัชกรต้องสามารถใช้ประวัติการใช้ยา (Drug Profile) ประกอบการประเมินประสิทธิภาพการรักษาและการตัดสินใจปรับเปลี่ยนยาในวันถัดไป
1.5 ระบบรายการงานสำหรับเภสัชกร (Task List)
1.5.1 ระบบต้องสามารถสร้างรายการงาน (Task) โดยอัตโนมัติสำหรับเภสัชกร ดังนี้
- รายการผู้ป่วยที่ได้รับยา High Alert หรือยาเสพติด (Narcotics) ที่ต้องประเมิน
- ผู้ป่วยที่ใช้ยานอกบัญชียาหลัก (Non-formulary) หรือยาที่ต้องการใบอนุญาตพิเศษ
- งานการทบทวนการให้ยา (Medication Review) และการติดตามผลการรักษา
- งานการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยา (Adverse Drug Reaction - ADR) หรือการแพ้ยา
- แต่ละรายการงานต้องสามารถกำหนดวันครบกำหนด (Due Date) และผู้รับผิดชอบ พร้อมระบบแจ้งเตือนภายในระบบหรือผ่านแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile App)
1.6 การสอบสวนการแพ้ยา (Drug Allergy Investigation)
- ระบบต้องตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีการบันทึกประวัติแพ้ยาหรือไม่เมื่อมีคำสั่งยาใหม่ หากไม่พบข้อมูล ระบบต้องบังคับให้ทำการสอบถามและบันทึกทันที
- เมื่อมีอาการไม่พึงประสงค์ขณะรักษา แพทย์หรือพยาบาลต้องสามารถแจ้งเภสัชกรเพื่อทำการสอบสวนเบื้องต้นผ่านระบบได้
- ระบบต้องมีแบบฟอร์มรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากยา (ADR Report) สำหรับกรอกข้อมูล บันทึกรายละเอียดอาการ และประเมินความเกี่ยวข้องของยา
- รายงานต้องสามารถพิมพ์ออกหรือส่งในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ต่อให้หน่วยงานกลางได้
1.7 การรองรับการจัดยาผสม (Compounded) และสารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Infusion)
- ระบบต้องรองรับรายการยาที่ต้องมีการจัดเตรียมพิเศษ โดยแยกออกจากรายการยาทั่วไปอย่างชัดเจน
- ระบบต้องสามารถระบุว่าเป็นยาผสม (Compounded) หรือสารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV) ที่ต้องเตรียมแบบพิเศษ เช่น Dopamine, KCl, หรือ TPN (Total Parenteral Nutrition)
- ระบบต้องมีรายการงาน (Task) สำหรับการเตรียมยาเฉพาะเภสัชกรที่ได้รับสิทธิ์ โดยระบุชื่อผู้เตรียม เวลาที่เตรียม และวิธีการผสมตามมาตรฐาน
- ระบบต้องมีการตรวจสอบและลงลายมือชื่อรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์หรือระบุรหัสส่วนตัว (PIN) ว่าการเตรียมยาถูกต้องก่อนที่ระบบจะอนุญาตให้พิมพ์ฉลากได้
- ฉลากยาต้องระบุข้อมูลครบถ้วน ได้แก่ วันหมดอายุหลังการผสม (Beyond Use Date - BUD) อุณหภูมิในการเก็บรักษา เวลาเริ่มและหยุดการให้ยา และข้อควรระวังพิเศษ
- ยาดังกล่าวต้องบรรจุในบรรจุภัณฑ์เฉพาะและเก็บรักษาในอุณหภูมิควบคุม พร้อมระบบบันทึก (Log) การส่งมอบถึงหอผู้ป่วย
- ระบบต้องแสดงรายการงานเตือนเมื่อถึงรอบที่ต้องจัดยาใหม่หรือต้องเปลี่ยนถุงยาใหม่เพื่อความปลอดภัย
1.8 ระบบขออนุญาตการใช้ยาที่มีการควบคุมพิเศษ
- ระบบต้องสามารถจัดเก็บและควบคุมยาพิเศษอย่างเข้มงวด เช่น ยาในกลุ่ม High Drug Alert หรือยาที่มีข้อจำกัดการใช้ตามกฎหมาย (ยาในกลุ่มจัดประเภท 2)
- ระบบต้องมีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
1.8.3 ระบบต้องมีแบบฟอร์มคำขอใช้ยาพิเศษ (Special Drug Request Form) ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form) ที่แพทย์สามารถสร้างคำขอและสร้างแบบฟอร์มพร้อมขั้นตอนการอนุมัติรายการได้ สำหรับยาดังต่อไปนี้
- ยาในกลุ่ม High Alert เช่น Heparin, KCl IV, Chemotherapy
- ยาที่ต้องได้รับการอนุมัติจากเภสัชกรหรือคณะกรรมการ
- ยานอกบัญชียาหลัก (Non-formulary)
- ยาที่ใช้นอกเหนือจากข้อบ่งชี้ที่ได้รับอนุมัติ (Off-label Use) หรือการใช้เพื่อมนุษยธรรม (Compassionate Use)
- ยาเสพติดหรือยาควบคุมพิเศษ (เช่น ยาในกลุ่มจัดประเภท 2)
- ระบบต้องสามารถพิมพ์หรือส่งแบบฟอร์มให้คณะกรรมการควบคุมยาในโรงพยาบาลได้โดยอัตโนมัติ